การถ่ายภาพใต้น้ำ: อาชีพที่รุ่งโรจน์ หรือการฆ่าตัวตายทางการเงิน?
คุณอยากแลกคบเพลิงเชื่อมเหล็กกับปุ่มชัตเตอร์กล้องเหรอ? ผมจะแจกแจงความจริงอันโหดร้ายของเศรษฐศาสตร์การถ่ายภาพใต้น้ำ ตั้งแต่ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ไปจนถึงสภาวะล้นตลาดของภาพสต็อก

ทะเลเหนือไม่สนหรอกว่าคุณตั้งค่า ISO (ไอเอสโอ) เท่าไหร่ ที่ความลึก 150 เมตร ในที่ที่ความมืดมิดนั้นสมบูรณ์แบบจนรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักมากดทับลูกตาคุณ สิ่งเดียวที่สำคัญคือความแน่นหนาของซีลและก๊าซฮีลิออกซ์ (Heliox) ในถังของคุณ ผมเชื่อมท่อส่งน้ำมันเลี้ยงชีพ ผมซ่อมแซมเส้นเลือดใหญ่ของโลกอุตสาหกรรมในน้ำดำมืดที่เย็นจัด มันหนาว มันอันตราย แต่มันจ่ายเงิน
คนชอบมาถามผมเรื่องการถ่ายรูป พวกเขามองท้องทะเลเป็นผืนผ้าใบ แต่ผมมองมันเป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่จ้องจะบดขยี้ทุกอย่างที่มีอากาศอยู่ข้างใน เหย นากู (Hay naku) คุณอยากเป็นช่างภาพใต้น้ำเหรอ? คุณอยากทำมาหากินกับการบันทึก "ความงาม" ของห้วงลึกงั้นรึ?
ได้เลย งั้นเรามาคุยกันเรื่องอุณหพลศาสตร์ของบัญชีธนาคารของคุณกัน เพราะจากที่ผมนั่งอยู่ ในห้องปรับความดัน (Decompression chamber) ที่เหม็นกลิ่นเหงื่อเก่าๆ และโอโซน มันดูเหมือนการหาทางอดตายที่ราคาแพงมากกว่าจะเป็นอาชีพ

มายาคติของเงินเดือนจาก National Geographic
มันมีความเพ้อฝันที่พวกศูนย์ดำน้ำในเขตร้อนชอบขายกัน คุณลอยตัวเหนือแนวปะการังในน้ำอุ่นๆ ที่ไร้ประโยชน์ คุณถ่ายรูปฉลามสักรูป แล้วนิตยสารก็โอนเงินให้คุณหนึ่งหมื่นดอลลาร์ จากนั้นคุณก็นั่งจิบน้ำผลไม้ที่มีร่มคันเล็กๆ เสียบอยู่
ตื่นได้แล้ว
ทะเลคือเขตอุตสาหกรรม ตลาดภาพถ่ายมันคือลานขยะดีๆ นี่เอง ยี่สิบปีก่อน คุณอาจจะขายภาพฉลามขาวรูปเดียวแล้วได้เงินมาผ่อนบ้าน แต่ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนที่มี GoPro (โกโปร) กับไม้เซลฟี่กำลังทำให้ตลาดล้นทะลัก อุปทานมันล้นเหลือ แต่อุปสงค์มันตายไปแล้ว
ภาพสต็อกคือตัวถ่วง
ผมดูที่ตัวเลข มันเย็นเฉียบยิ่งกว่าก้นฟยอร์ด เว็บไซต์ไมโครสต็อกขายรูปในราคาไม่กี่เซนต์ คุณยอมเสี่ยงกับโรคน้ำหนีบ (Decompression sickness), สภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia) และอุปกรณ์พัง เพื่อให้ได้รูปที่ขายได้ราคา 0.30 ดอลลาร์ คุณต้องเน้นปริมาณ คุณต้องมีรูปทั่วไปอย่าง "นักดำน้ำมองปลา" เป็นพันๆ รูปเพื่อที่จะซื้อกาแฟได้สักแก้ว
ผมรู้จักชายคนหนึ่งในสตาวังเงร์ เป็นนักดำน้ำที่เก่งเลยล่ะ เขาจ่ายเงิน 15,000 ดอลลาร์ไปกับเคสกันน้ำ (Housing) และไฟ เขาอัปโหลดรูปห้าพันรูปในเวลาสามปี เขาได้เงินมากพอแค่จะซื้อซิปชุดดรายสูท (Dry suit) มือสองอันเดียว สุส (Sus)! นั่นไม่ใช่งานหรอก นั่นมันคือรูรั่วในลำเรือของคุณชัดๆ
นิตยสารและบทความบรรณาธิการ
สื่อสิ่งพิมพ์กำลังตาย สิ่งพิมพ์ไม่กี่ฉบับที่เหลืออยู่จ่ายค่าจ้างเป็น "การโปรโมตชื่อเสียง" แต่ชื่อเสียงมันซื้อจาระบีซิลิโคนไม่ได้นะ มันจ่ายค่าทดสอบแรงดันถัง (Hydrostatic testing) ของคุณไม่ได้ด้วย นอกจากคุณจะเป็นพวกมือโปรระดับท็อป 0.01% ประเภทที่ BBC จ้างไปนั่งรอเพนกวินจามเป็นเวลาสามอาทิตย์ คุณไม่มีทางจ่ายค่าเช่าบ้านด้วยรูปในหน้ากลางนิตยสารได้หรอก
ช่องทางรายได้ที่แท้จริง (ถ้าคุณทนทำมันได้)
ถ้าคุณยังดื้อรั้น และยืนกรานจะเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เปราะบางลงไปในน้ำเค็มเพื่อเงิน คุณต้องเปลี่ยนแนวทาง คุณจะเป็นศิลปินไม่ได้ คุณต้องเป็นช่างเทคนิคด้านความหลงใหล หรือไม่ก็พนักงานขายอุปกรณ์
อุตสาหกรรม "นางเงือก"
นี่เป็นเซกเตอร์เดียวที่กำลังโต และมันทำให้ผมคลื่นไส้ การถ่ายภาพส่วนตัว พวกอินฟลูเอนเซอร์ คนที่อยากดูเหมือนเป็นเจ้าหญิงเงือกใต้น้ำทั้งที่กลั้นหายใจได้ไม่ถึงสามสิบวินาที
คุณไม่ได้กำลังตามรอยสัตว์ทะเลที่หายาก คุณกำลังจัดการกับเศษผ้าในสระว่ายน้ำหรือแนวปะการังน้ำตื้น คุณคือพี่เลี้ยงเด็ก แต่มันจ่ายเงินดีกว่าภาพสต็อกนะ ลูกค้ากระเป๋าหนักอาจยอมทุ่มเงินหลายพันดอลลาร์เพื่อทำพอร์ตโฟลิโอ แต่คุณแทบจะไม่ได้เป็นนักดำน้ำเลย คุณเป็นแค่ช่างภาพพอร์ตเทรตใต้น้ำที่ต้องคอยรับมือกับคนแพนิค ปัญหาการลอยตัว และมาสคาร่าไหลเยิ้ม มันไร้เกียรติ แต่มันเลี้ยงปากท้องได้
รีวิวอุปกรณ์และแบรนด์แอมบาสเดอร์
นี่แหละคือการดิ้นรน คุณได้อุปกรณ์ฟรี คุณเขียนถึงมัน คุณบอกคนอื่นว่าพวกเขาต้องมีมัน ผู้ผลิตเป็นเจ้าของชีวิตคุณ คุณกลายเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่สำหรับอลูมิเนียมและแก้ว
มันได้ผลถ้าคุณมีผู้ติดตามเยอะๆ แต่จงตระหนักไว้เถอะ: คุณไม่ได้ขายวิสัยทัศน์ของคุณอีกต่อไป คุณกำลังขายเคสโพลีคาร์บอเนตและไฟแฟลช คุณคือนักดำน้ำเชิงพาณิชย์ในแง่ที่แย่ที่สุด คือขายสินค้า ไม่ได้ขายทักษะ

ฟิสิกส์อันโหดร้ายของค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์
ในการดำน้ำแบบ Saturation (การดำน้ำแบบอิ่มตัว) อุปกรณ์ของเราหนักมาก ทองเหลือง สแตนเลส หมวกนิรภัย Kirby Morgan มันทนทาน มันรับงานหนักได้ แต่อุปกรณ์กล้องของคุณมันบอบบาง มันล้าสมัยตั้งแต่วินาทีที่คุณซื้อมันมา
ทะเลทำลายเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่อให้คุณทำน้ำไม่เข้า แต่อากาศเค็มก็กัดกินวงจร ความชื้นทำให้เซนเซอร์เน่า การกัดกร่อนทางไฟฟ้า (Galvanic corrosion) เชื่อมโบลต์ของคุณจนติดหนึบ และค่าเสื่อมราคามันเร็วกว่าการดำแบบดิ่งพสุธาเสียอีก
นี่คือคณิตศาสตร์ของชุดเครื่องมือของคุณ:
กับดักเคสกันน้ำ (The Housing Trap)
ตัวกล้องราคา 4,000 ดอลลาร์ เลนส์ราคา 2,000 ดอลลาร์ จากนั้นคุณต้องมีเคสกันน้ำ (Housing) อลูมิเนียมก้อนที่กลึงมาอย่างละเอียดระดับไมครอน นั่นอีก 3,000 ดอลลาร์ พอร์ตกระจก หน้าโดมสำหรับเลนส์มุมกว้าง หน้าเรียบสำหรับมาโคร ข้อต่อต่อขยาย วงแหวนเกียร์ อีก 2,000 ดอลลาร์ ไฟแฟลช แขนยึด ตัวแคลมป์ สายซิงค์ แบตเตอรี่ ระบบสูญญากาศ อีก 3,000 ดอลลาร์
คุณลงน้ำด้วยต้นทุนอย่างน้อย 14,000 ดอลลาร์ (เกือบห้าแสนบาท)
สองปีต่อมา ผู้ผลิตกล้องออกรุ่นใหม่ ปุ่มขยับไปแค่สองมิลลิเมตร วงล้อใหญ่ขึ้นนิดหน่อย เคสราคา 3,000 ดอลลาร์ของคุณก็กลายเป็นที่ทับกระดาษทันที มันใส่กับอะไรไม่ได้อีก คุณจะเชื่อมดัดแปลงมันก็ไม่ได้ มันคือเศษเหล็ก
และคุณก็ต้องซื้อใหม่ทั้งหมดอีกรอบ
ความเสี่ยงจากการสูญเสียทั้งหมด
ในสายงานของผม ถ้าซีลพัง ผมอาจจะตาย แต่ถ้าซีลของคุณพัง บัญชีธนาคารของคุณตาย เส้นผมเพียงเส้นเดียวบนโอริง (O-ring) หรือเม็ดทรายเพียงเม็ดเดียว แรงดันที่ความลึกจะหาจุดอ่อนนั้นจนเจอ
ผมจำได้ว่ามีการถ่ายงานครั้งหนึ่งในแถบอาร์กติกเซอร์เคิล ช่างภาพพยายามจะถ่ายรูปวาฬเพชฌฆาต เขาเร่งรีบจัดของ ไม่ได้เช็คระบบสูญญากาศ (Vacuum check) พอเขากระโดดลงไป ที่ความลึกแค่ห้าเมตร สัญญาณเตือนความชื้นก็แผดเสียงร้อง กว่าเขาจะขึ้นถึงผิวน้ำ น้ำเค็มก็ทอดเมนบอร์ด หน้าสัมผัสเลนส์ และแบตเตอรี่จนไหม้ไปแล้ว 8,000 ดอลลาร์หายไปในสามวินาที ประกันอาจจะคุ้มครอง แต่ค่าเบี้ยประกันสำหรับอุปกรณ์ใต้น้ำเชิงพาณิชย์นั้นสูงลิบลิ่ว พวกเขารู้ความเสี่ยงดี พวกเขารู้ว่าน้ำเป็นฝ่ายชนะเสมอในท้ายที่สุด
การแลกมาด้วยความปลอดภัย
มีปัจจัยด้านความปลอดภัยที่ไม่มีใครพูดถึง: กล้องฆ่าคนได้
เมื่อคุณมองผ่านช่องมองภาพ คุณไม่ได้มองเกจวัดความดัน (SPG - Submersible Pressure Gauge) คุณไม่ได้มองคู่หู (Buddy) ของคุณ คุณอยู่ในสภาวะภาระงานล้นตัว (Task-loaded)
ผมเคยเห็นช่างภาพไล่ตามเต่าลงไปถึง 40 เมตร โดยไม่สนขีดจำกัดการดำน้ำโดยไม่ต้องพักลดความดัน (No-decompression limit) ไม่สนปริมาณก๊าซที่เหลือ พวกเขาเป็น "Shutter fever" (อาการบ้าชัตเตอร์) อัตราการหายใจพุ่งสูง พวกเขาสูบอากาศหมดถังภายในยี่สิบนาที นี่แหละคือวิธีที่คุณจะโดนไนโตรเจนเล่นงาน (Bent) นี่คือวิธีที่คุณจะเกิดภาวะฟองอากาศอุดตัน (Embolize)
ในการดำน้ำเชิงพาณิชย์ เรามีกฎระเบียบที่เข้มงวด โฟกัสอยู่ที่งานและระบบพยุงชีพ แต่ในการถ่ายภาพ ตัวงานนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คุณไขว้เขว มันไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง เว้นแต่คุณจะมีระเบียบวินัยที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
การคำนวณ: งานอดิเรก vs งานประจำ
ผมเป็นพวกนักปฏิบัติ ผมมองความเสี่ยงเทียบกับผลตอบแทน
ถ้าคุณเชื่อมท่อ คุณได้เงินรายชั่วโมง มีค่าเสี่ยงภัย ค่าความลึก ค่าโบนัสการดำแบบอิ่มตัว เงินเข้าบัญชีก่อนที่สนิมจะเกาะเสียอีก
ถ้าคุณถ่ายรูป คุณต้องทำงานหนักล่วงหน้า ซื้ออุปกรณ์ล่วงหน้า แบกรับความเสี่ยงล่วงหน้า คุณอาจจะได้เงินในอีกหกเดือนข้างหน้า หรือคุณอาจไม่ได้เงินเลยตลอดกาล
เปรียบเทียบ: นักดำน้ำเชิงพาณิชย์ vs ช่างภาพใต้น้ำ
| ปัจจัย | นักดำน้ำลึกเชิงพาณิชย์ (Sat Diver) | ช่างภาพใต้น้ำ |
|---|---|---|
| สภาพแวดล้อมหลัก | หนาว, มืด, ความดันสูง, อุตสาหกรรม | อุ่น, ใส, น้ำตื้น, สันทนาการ |
| การลงทุนเริ่มแรก | ใบเซอร์ฯ (7 แสนบาท+), อุปกรณ์ส่วนตัว | ชุดกล้อง (5 แสนบาท+), อัปเกรดตลอดเวลา |
| ความมั่นคงของรายได้ | สูง ตามสัญญาจ้าง | ต่ำมาก คาดเดาไม่ได้ |
| ความเสี่ยงต่อชีวิต | สูง (ลดความเสี่ยงด้วยทีม/ขั้นตอน) | ปานกลาง (สูงขึ้นเพราะวอกแวก) |
| ความเสี่ยงต่ออุปกรณ์ | ปกติเป็นของบริษัท | เป็นของส่วนตัวทั้งหมด |
| ค่าเสื่อมราคา | ทักษะเพิ่มพูนตามประสบการณ์ | อุปกรณ์เสื่อมค่าทันที |

คำแนะนำจากก้นบึ้ง
อยากได้คำแนะนำจากผมไหม? เก็บกล้องให้แห้งไว้ หรือไม่ก็ซื้อรุ่นถูกๆ แต่ถ้าคุณยังยืนยันจะไปต่อ ฟังผมให้ดี
1. ทำงานประจำของคุณต่อไป อย่าลาออกจากงานที่มีรายได้มั่นคงเพื่อไปไล่ตามปลา ความเครียดที่ต้องถ่ายรูปให้ได้เพื่อเอาไปขายจะทำลายการดำน้ำของคุณ คุณจะใช้ก๊าซเปลืองเกินไปเพราะหัวใจเต้นแรง มัวแต่กังวลเรื่อง Focus Peaking แทนที่จะกังวลเรื่องแรงดันย่อยของออกซิเจน (Partial pressure of oxygen) จงเป็นนักรบวันหยุด ถ่ายเพื่อตัวเอง ถ้าขายได้ ก็เอาเงินไปซื้อเบียร์
2. โฟกัสที่การถ่ายมาโคร (Macro) ภาพมุมกว้างต้องการน้ำใสๆ มันต้องเดินทางไปเขตร้อน ซึ่งมันแพง ส่วนมาโคร สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำที่ไหนก็ได้ แม้แต่ในโคลนเย็นๆ ของท่าเรือในนอร์เวย์ ก็ยังมีทากเปลือย (Nudibranchs) อุปกรณ์มันเล็กกว่า ไฟราคาถูกกว่า และตัวแบบก็ไม่ว่ายหนีเร็วเท่าไหร่ คุณสามารถฝึกฝนทักษะในน้ำที่ทัศนวิสัยต่ำได้โดยไม่ต้องเสียเงินหลายแสนค่าตั๋วเครื่องบิน
3. เป็นช่างเทคนิคเฉพาะทาง ถ้าคุณต้องทำเรื่องนี้เป็นงานประจำจริงๆ อย่าเป็นแค่ "ช่างภาพ" จงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ เรียนรู้วิธีบังคับ ROV (Remotely Operated Vehicle) เรียนรู้การทำแผนที่ 3 มิติ (Photogrammetry) สำหรับการตรวจสอบตัวเรือและแผนที่ซากเรือจม ใช้กล้องเป็นเครื่องมือสำหรับข้อมูล ไม่ใช่เพื่อศิลปะ บริษัทน้ำมันจ่ายเงินเพื่อข้อมูล บริษัทสำรวจจ่ายเงินเพื่อแผนที่ นิตยสารจ่ายเงินเพื่อความฝัน ข้อมูลจ่ายเงินได้ดีกว่าเยอะ

ความเป็นจริงที่หนาวเหน็บ
ทะเลไม่ใช่สตูดิโอ แต่มันคือป่าเถื่อนที่จ้องจะฆ่าคุณ มันสร้างการกัดกร่อน มันสร้างแรงดัน มันซ่อนสิ่งต่างๆ ไว้
ผมเคารพทักษะทางเทคนิคของช่างภาพใต้น้ำเก่งๆ นะ การจัดการการลอยตัว การจัดแสง และการตั้งค่ากล้องในขณะที่ลอยไปตามกระแสน้ำต้องใช้ระเบียบวินัยสูงมาก แต่อย่าสับสนระหว่างงานอดิเรกกับอุตสาหกรรม
ถ้าคุณอยากอยู่กับทะเล ไปเรียนวิชาชีพซะ เรียนเชื่อมเหล็ก เรียนซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล เรียนรู้วิธีผสมก๊าซ จากนั้นค่อยเอากล้องลงไปในวันหยุด คุณจะสนุกกับมันมากกว่าเมื่อการอยู่รอดของคุณไม่ต้องขึ้นอยู่กับว่าเต่าทะเลตัวหนึ่งจะยอมหันมามองเลนส์ของคุณหรือไม่
อยู่ให้ปลอดภัย เช็คโอริง (O-rings) ของคุณให้ดี ดูเกจก๊าซของคุณด้วย และจำไว้ว่า น้ำอุ่นน่ะมันมีไว้สำหรับอาบน้ำเท่านั้น